รวม..เครื่องดื่มใน Starbucks ที่กินแล้วไม่อ้วนมีอะไรบ้าง ต้องไปดู!!

เครื่องดื่มใน Starbucks ที่กินแล้วไม่อ้วนมีอะไรบ้าง ต้องไปดู

cats

ถ้าพูดถึง Starbucks ทุกคนคงนึกถึงเครื่องดื่มที่อร่อยแต่อุดมไปด้วยนัำตาล,ครีมเทียม,นมและแคลอรี่ที่มากพอดู แต่ในวันนี้เราจะมานำเสนอเมนูที่ดื่มแล้วไม่อ้วนมากแถมน้ำตาลไม่มาก มีอะไรบ้างตามมาดูกัน

1. Unsweetened iced coffee: กาแฟดำเย็นไม่มีน้ำตาล

2. Hot caffe americano: อเมริกาโนร้อนไม่มีน้ำตาล

3. Skinny flavored latte: ลาเต้แบบไม่มีน้ำตาล

4. Cappucino: คาปูชิโน่ (น้ำตาล 10 กรัม)

5. Iced caffe latte: ลาเต้เย็น (น้ำตาล 11 กรัม)

6. Caffe latte: น้ำตาล 17 กรัม

7. Skinny peppermint mocha: สกินนี่ เปปเปอร์มินต์ มอคค่า น้ำตาล 13 กรัม

8. Sweetened iced coffee: น้ำตาล 20 กรัม

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ใครที่อยากดื่มเครื่องดื่มที่ Starbucks แต่อยากหลีกเลี่ยงน้ำตาลก็เลือกสั่งตาม 8 เมนูด้านบนได้เลย ถึงแม้น้ำตาลจะน้อยแต่ก็ควรระวังครีมเทียมที่มากับเครื่องดื่มด้วย

___________________________________________
เรียบเรียงโดย ThaiJobsGov.com

 

“ผลไม้”ที่กินแล้วผิวขาว

คงไม่มีสูตรลับผิวขาวไหนที่จะให้ประสิทธิภาพได้ดีเท่ากับการบำรุงจากภายใน และการกินอาหารอย่างผักผลไม้ก็เป็นวิธีที่ช่วยได้ดีที่สุดเช่นกัน สำหรับผลไม้ที่สาวๆ กินแล้วผิวขาวนั้น หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่ามีอะไรบ้าง หากที่แน่ๆ ผลไม้ที่ประกอบด้วยวิตามินซีนั่นแหละที่จะทำให้ผิวสาวๆ ขาวกระจ่างใสได้อย่างเป็นธรรมชาติ แล้วผลไม้ที่ทำให้ผิวขาวเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

 

cover192

1.มะนาว มีวิตามินซีสูงช่วยให้ผิวขาวใสได้อย่างมาก

2.ส้ม ช่วยสร้างคอลลาเจนให้กับผิวได้ ทำให้ผิวอ่อนเยาว์เปล่งปลั่ง กระจ่างใส

3.มะเขือเทศ ป้องกันปัญหาริ้วรอยแห่งวัย ชะลอวัย คงความอ่อนเยาว์ไว้อย่างเนิ่นนาน

4.ฝรั่ง ประกอบด้วยวิตามินซีสูง และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี

5.แอปเปิ้ล อุดมด้วยเพคตินช่วยให้เล็บแข็งแรง ไม่เปราะหักง่าย

6.มะละกอ ปัญหาท้องผูกมักทำให้ผิวไม่ขาวใส หม่นหมอง ดังนั้น หากกินมะละกอรับรองไร้ปัญหาท้องผูกมากวนใจ เผยผิวขาวใสได้อย่างแน่นอน

7.กล้วยหอม เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หากทานตอนเช้าจะยิ่งดีมากๆ ทำให้อิ่มท้องนานด้วย

8.แตงโม ช่วยบำรุงผิวพรรณให้กระจ่างใส เปล่งปลั่ง ทำหน้าที่ล้างไต ขับสารพิษได้ และช่วยขับปัสสาวะ ไม่ทำให้เกิดโรคในทางเดินปัสสาวะ 

ภาพ:www.healthline.com

 

รวมเครื่องดื่มแก้กระหาย..ไม่ทำให้อ้วน!

เครื่องดื่มอะไรแก้กระหายแถมไม่อ้วนด้วย!!? เดี๋ยวนี้อากาศค่อนข้างร้อน ร้อนมากๆเลยใช่ไหมล่ะคะ สำหรับประเทศไทย ยิ่งร้อนก็ยิ่งกระหายน้ำใช่ไหมคะ แต่หนุ่มสาวๆอย่าลืมคำนึงถึงน้ำตาลของเครื่องดื่มที่ดื่มเข้าไปด้วยนะคะถ้าดื่มแก้กระหายแล้วยังทำให้มีพุง มันก็ไม่โอนะคะ แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะว่าวันนี้เรามีเครื่องดื่มแก้กระหายดื่มแล้วไม่เพิ่มพุงมาฝากกันด้วยล่ะค่ะ อยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะ ถ้าอย่า
นั้นไปอ่านกันเลย

cats

 

เครื่องดื่มแก้กระหายไม่เพิ่มพุง
1.น้ำเปล่า
น้ำเปล่านี่หล่ะค่ะถึงไม่มีรสชาติ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น แต่ก็เป็นเครื่องดื่มที่ดื่มแล้วดับกระหายที่ดีและไม่มีน้ำตาลให้เพิ่มไขมันเลยล่ะค่ะ
2.น้ำแตงโมปั่น
ปกติแล้วแตงโมนั้นมีรสหวานอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเอาไปปั่นกับน้ำแข็งเย็นๆแล้วล่ะก็ สดชื่นอย่าบอกใครเลยล่ะค่ะ แล้วยิ่งอากาศเมืองไทยแบบนี้แล้วด้วย
3.ชาเปปเปอร์มินท์เย็น
นี่ก็เป็นเครื่องดื่มอีกชนิดที่ช่วยลดความกระหายได้ดีเลยล่ะค่ะ จะบอกว่าเครื่องดื่มชนิดนี้ยังทำให้สาวๆมีหน้าทองแบนและป้องกันการบวมอีกด้วยล่ะค่ะ
4.น้ำสับปะรดปั่น
นอกจากน้ำสับปะรดจะช่วยแก้กระหายแล้ว ในสับปะรดนั้นมีเอนไซม์โบรมีเลนที่จะไปช่วยย่อยโปรตีนอีกด้วย!
5.ชาเขียว
นอกจากชาเขียวจะช่วยแก้กระหายแล้วยังชาเขียวยังมีสารแอนตี้อ็อกซิเดนท์ที่ทำให้หน้าท้องของสาวแบนราบและชาเขียวนั้นยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งและโรคหัวใจอีกด้วย
6.ดาร์กช็อคโกแลตปั่น
นอกจากจะช่วยแก้กระหายแล้วเมื่อรับประทานไปยังทำให้เราอยากอาหารน้อยลง จะบอกว่าสามารถดื่มเป็นอาหารเช้าได้ด้วยนะคะสำหรับสาวๆที่อยากลดน้ำหนัก แต่อย่างไรก็ตามอาหารเช้าสำคัญสุดนะคะควรทานให้ครบ 5 หมู่

เป็นยังไงกันบ้าง 6 เครื่องดื่มแก้กระหายแถมได้หุ่นสวยอีกด้วย หาดื่มไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะคะ ส่วนมากก็เป็นน้ำผลไม้ซึ่งมีวิตามินซีอยู่ด้วย และที่สำคัญถ้าเราอยากมีหุ่นที่ดีก็ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ

รวม 10 สูตรขัดขี้ไคล ผิวขาวขึ้นและใสขึ้นแน่นอน!!

ขี้ไคล เกิดจากหนังชั้นบนของผิวเกิดขึ้นทุกวัน เพราะผิวที่หมดอายุนั้นมีทุกวัน เมื่อปล่อยให้เกิดการสะสมโดยไม่ทำความสะอาด เราก็จะเห็นได้ชัดเจนขึ้น ทำให้ผิวดูดำคล้ำ ส่วนปัจจัยของการเกิดขี้ไคลนั้นมีหลายสาเหตุ ดังนี้

1. จากกายภาพของแต่ละบุคคล

2. อุณหภูมิ สภาวะแวดล้อมที่อยู่ อย่างคนที่ทำงานหนักหลางแดด มีเหงื่อออกทั้งวัน ย่อมมีขี้ไคลมากกว่าคนที่ทำงานในออฟฟิศอย่างแน่นอนและยังส่งผลให้เกิดกลิ่นตัวที่รุนแรงอีกด้วย

cats

 

ในวันนี้เราจึงมานำเสนอวิธีขัดขี้ไคลด้วยสิ่งต่างๆมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลย

1. ขัดด้วยหินขัดขี้ไคล: นำน้ำราดตัวให้ชุ่ม แล้วเอาหินมาขัดเบาๆ อย่าขัดแรงจนเกินไปจะทำให้ผิวของคุณถลอก ขัดไปซักพักคุณจะเห็นขี้ไคลหลุดออกมาเป็นเส้นออกมา เมื่อขัดจนทั่วแล้ว คุณก็ล้างน้ำและล้างตัวด้วยสบู่เหมือนตอนอาบน้ำปกติได้เลย

2. ขัดด้วยใยบวบ: นำใยบวบมาช่วยในการอาบน้ำ ใยบวบสามารถขัดผิวได้ทุกส่วน เพราะมีความอ่อนนุ่มอย่างพอเหมาะนั่นเอง เมื่อเราใช้ใยบวบไปซักระยะ ใยบวบจะเริ่มมีสีดำคล้ำ และอ่อนตัวลง ให้คุณเปลี่ยนไปใช้อันใหม่เลย

3. ขัดด้วยเกลือขัดผิว: นำเกลือมาขัดผิว 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยในเรื่องของการผลัดเซลล์ผิว และขจัดคราบเหงื่อไคลต่างๆ ให้หลุดออกไปอย่างหมดจด

4. ขัดด้วยน้ำอุ่น: นำผ้าขนหนูผืนเล็กๆชุบน้ำอุ่นแล้วบิดหมาดๆ ขัดให้ทั่วผิว ขี้ไคลจะหลุดออกมาอย่างง่ายดาย เมื่อขัดจนทั่วแล้ว ก็อาบน้ำชำระล้างร่างกายอีกรอบ

5. ขัดด้วยกากกาแฟ: กากกาแฟช่วยขัดขี้ไคลออกได้ดีมาก และผิวของคุณจะนุ่มอย่างเห็นได้ชัด อาจจะนำนมสด หรือมะขามเปียกมาผสมเพื่อเพิ่มประโยชน์ในการขัดได้อีกด้วย

6. ขัดด้วยครีมมะขามพะเยา+น้ำตาลทราย: นำครีมมาพอกให้ทั่วตัว ทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นอย่าเพิ่งล้างออก ให้เอาน้ำตาลทรายมาขัดจนทั่ว แล้วรอซัก 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

7. ขัดด้วยมะขามเปียก: นำมะขามเปียกขัดผิวจนทั่ว ทิ้งไว้ 3 – 5 นาที แล้วเอาใยบวบมาขัดเบาๆซ้ำอีกรอบ จากนั้นก็ล้างออก แล้วอาบน้ำฟอกสบู่ตามปกติ วิธีนี้ทำเพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

8. ขัดด้วยมือเปล่า: นำน้ำราดตัวให้ชุ่ม ปล่อยให้หมาดเล็กน้อยแล้วใช้มือเปล่าถูตามตัวได้เลย คราบไคลต่างๆ ที่มีอยู่จะหลุดออกมาเป็นลิ่มๆ

9. ขัดด้วยเบคกิ้งโซดา: นำเบคกิ้งโซดามาผสมน้ำเปล่า แล้วใช้พอกผิวให้ทั่ว ปล่อยไว้ 5 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวคุณสะอาด ปราศจากเหงื่อไคลหลังจากนั้นให้อาบน้ำและทาโลชั่น

คำเตือน: คนผิวบอบบางควรทดสอบ โดยใช้ทาข้อพับแขนทิ้งไว้ซักพัก ถ้าไม่เกิดอาการแพ้ หรือคัน ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้

10. ขัดด้วยเบบี้ออยล์+เกลือป่น: นำเบบี้ออยล์ ( ถ้าไม่มีใช้น้ำมันมะกอกแทนได้ ) มา 4 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันกับเกลือป่น 2 ช้อนชา เมื่อได้ส่วนผสมแล้วให้นำเอามาทาผิวให้ทั่ว แล้วนวดเบาๆ เพื่อเป็นการขัดเซลล์ผิวชั้นนอกที่ตายแล้วให้หลุดออกไป จากนั้นจึงอาบน้ำตามปกติ

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ใครที่กำลังประสบกับปัญหาการมีขี้ไคลสะสมก็ลองนำวิธีการต่างๆด้านบนไปลองทำตามดูได้ เลือกวิธีการได้ตามสะดวกเลย แต่ควรหมั่นทำเป็นประจำเพื่อไม่ให้ขี้ไคล่ก่อตัวสะสมกันมากขึ้น

 

แจกสูตรแซ่บๆ!! กุ้งแช่น้ำปลาตัวโตๆ รสเด็ด ลองทำตามดู!!

กุ้งแช่น้ำปลาทำได้ง่ายๆ!!!

กุ้งแช่น้ำปลานี้เป็นเมนูโปรดของใครหลายคนเลยใช่ไหมคะ เมื่อคิดแล้วก็อยากรับประทานเลยทันทีแต่ก็ทำไม่ได้เพราะเราต้องออกไปซื้อที่ตลาดอีก ทำเองกลัวไม่อร่อยใช่ไหมล่ะคะ ไม่ต้องกลัวไปค่ะ เพราะวันนี้เรามีสูตรเด็ดการทำกุ้งแช่น้ำปลามาฝากกันด้วยล่ะค่ะ อยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะ ไปอ่านกันเลย

cats

วัตถุดิบ 1.กุ้ง
2.กะหล่ำปลี
3.สะระแหน่
4.มะระ
5.พริก
6.กระเทียม
7.มะนาว

วิธีการทำ 1.แกะกุ้งและผ่าหลังดึงเส้นดำๆออก
2.นำกุ้งไปแช่น้ำปลาเพียงนิดเดียว และบีบมะนาวลงไป
3.แช่ไว้ในตู้เย็น
4.ซอยกะหล่ำปลีรองใต้จาน
5.นำกุ้งมาเรียงบนจาน

 

วิธีการทำน้ำจิ้ม 1.ใส่กระเทียม พริกขี้หนู แล้วตำทั้งสองให้ละเอียด
2.ปรุงรสด้วยน้ำปลา มะนาว น้ำมะนาว
สุดท้ายก็นำน้ำจิ้มที่เราทำไว้ราดบนบนที่วางไว้บนจาน และเสิร์ฟพร้อมรับประทาน

ยังไม่หมดแค่นี้นะคะ วันนี้เรายังมีสรรพคุณของพริกมาฝากกันด้วยล่ะค่ะ

สรรพคุณของพริก
1.ช่วยขับเสมหะ
2.ช่วยให้ทางเดินหายใจโล่ง เหมาะกับคนที่เป็นหอบหืดนั่นเอง
3.ช่วยสลายลิ่มเลือด
4.ลดอาการปวดฟัน
5.กระตุ้นให้อยากอาหาร
6.ป้องกันโรคมะเร็ง

เป็นยังไงกันบ้างคะวิธีการทำกุ้งแช่น้ำปลาและน้ำจิ้ม และที่สำคัญเรายังมีสรรพคุณของพริกมาฝากกันด้วย วิธีการทำไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะคะ และอีกอย่างวัตถุดิบก็หายากอีกด้วย ถ้าอยากรับประทานกุ้งแช่น้ำปลาอร่อยๆต้องสูตรนี้เลยนะคะ ต่อไปจะได้ไม่ต้องไปซื้อกินเพราะเราทำเองก็อร่อยและสะอาดได้เช่นกันนั่นเอง อย่าลืมนำสูตรเราไปทำกันคะและอย่าลืมแชร์ให้เพื่อนๆได้อร่อยไปด้วยกันนะคะ

___________________________________________
เรียบเรียงโดย ThaiJobsGov.com

 

วิธีป้องกัน “โรคลมแดด”ในสุนัข

ถึงแม้หน้าร้อนจะเป็นช่วงที่สุนัขสามารถออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องฝน แต่ด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกขณะ บางครั้งความร้อนก็กลับกลายเป็นอาวุธที่ทำให้สุนัขเสียชีวิตได้ เนื่องจากโรคฮีทสโตรก (Heatstroke) หรือโรคลมแดด ดังนั้นจึงได้รวบรวมวิธีป้องกันโรคฮีทสโตรกในน้องหมามาฝากกัน

 

โรคฮีทสโตรกจะเกิดขึ้นกับสุนัขที่สูญเสียการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย เนื่องจากสุนัขไม่ได้ขับเหงื่อทางร่างกายเหมือนกับคน แต่จะระบายความร้อนผ่านการหายใจ ซึ่งถ้าหากสุนัขอยู่ในบริเวณที่มีการถ่ายเทความร้อนได้ไม่รวดเร็วพอ ก็จะทำให้เป็นโรคฮีทสโตรกได้

อาการโรคฮีทสโตรกในสุนัข

อาการโรคฮีทสโตรกสามารถสังเกตได้เมื่ออุณหภูมิในร่างกายเริ่มสูงกว่า 39 องศาเซลเซียส หรือมีอาการหายใจลำบาก กระหายน้ำรุนแรง น้ำลายเหนียว เหงือกมีสีแดงเข้มแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือม่วง เหงือกหรือจมูกแห้ง ร่างกายดูเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย มีอาการเซ สับสนมึนงง ชัก อาเจียนบ่อย ท้องเสียเฉียบพลัน มีอาการโคม่า หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตทั้งนี้ความรุนแรงของโรคฮีทสโตรกในสุนัขมีความแตกต่างกันไปตามขนาดรูปร่างของสุนัข และระยะเวลาที่อยู่ในที่ร้อนจัด ยิ่งอยู่ในพื้นที่นานและร้อนจัดมาก ๆ ก็ยิ่งเป็นอันตรายกับสุนัขมากขึ้น

วิธีป้องกันการเกิดโรคฮีทสโตรก

 1. เลี่ยงต้นเหตุของโรคหรือทำให้อาการกำเริบ

สุนัขที่มีอายุมาก เป็นโรคอ้วน และเคยมีประวัติโรคฮีทสโตรก หรือโรคชักมาก่อน มีโอกาสที่เป็นโรคฮีทสโตรกได้ง่าย จึงทำให้มีความเสี่ยงมากกว่าสุนัขทั่วไปโดยเฉพาะสุนัขจมูกสั้น เช่น ปั๊ก หรือบูลด็อก ส่วนสุนัขพันธุ์อื่น ๆ ก็มีโอกาสเป็นได้เช่นกัน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีสภาพอากาศร้อนจัดไว้ก่อนจะดีกว่า

 2. ไม่ควรปล่อยให้สุนัขอยู่ในรถ

หากไม่จำเป็นจริง ๆ ในช่วงฤดูร้อนไม่ควรให้สุนัขอยู่ในรถ ถึงแม้ว่าอากาศภายในรถจะไม่ร้อน หรือเปิดหน้าต่างรถทิ้งไว้ก็ตาม เพราะอุณหภูมิในรถช่วงฤดูร้อนแบบนี้สามารถเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อันตรายกับสุนัขมากทีเดียว

ภาพ:www.lejardindesanimaux.com

 3. ตัดแต่งขนสุนัข

ในหน้าร้อนแบบนี้เจ้าของควรพาสุนัขไปโกนหรือตัดขนให้สั้นลงด้วย โดยเฉพาะสุนัขที่มีขนทั้งหนาและยาว ที่สำคัญหากเป็นไปได้ควรพาสุนัขไปตัดขนกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจะได้ออกแบบขนไปในตัวด้วย

 4. นำสุนัขมาเลี้ยงไว้ในบ้านในวันที่มีแดดร้อนจัด

หากอากาศร้อนจัดควรพาสุนัขมาอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ระหว่างวันที่มีแดดร้อนมาก ๆ หากไม่สามารถทำได้ก็ควรพาสุนัขไปอยู่ในที่ที่มีร่มเงา และมั่นใจว่าปลอดภัยกับสุนัขแทน

 5. จัดหาน้ำและที่ร่มให้

สำหรับบ้านที่เลี้ยงสุนัขไว้นอกบ้านควรเตรียมน้ำ และหาที่พักที่มีร่มเงาไว้ให้กับสุนัขด้วย นอกจากนี้ยังมีบางคนเทน้ำแข็งลงบนพื้นเอาไว้ให้สุนัขนอนกลิ้งในวันที่มีอากาศร้อนอีกต่างหาก

 6. พาสุนัขไปเล่นน้ำ

หากบ้านอยู่ใกล้กับแม่น้ำ หรือมีสระน้ำอยู่ในบ้าน ก็ควรหาโอกาสพาสุนัขไปเล่นน้ำ หรือไม่ก็ใช้น้ำลูบตัวสุนัขบ้าง ก็จะช่วยป้องกันโรคฮีทสโตรกได้ทางหนึ่งแต่อย่างไรก็ตามไม่ควรให้สุนัขลงเล่นน้ำลึกจนเกินไปนัก หากสุนัขมีทักษะการว่ายน้ำไม่ดีพอ

และนี่คือโรคร้ายที่ก่ออันตรายให้กับสุนัขซึ่งเจ้าของควรระวัง ถึงแม้ไม่เคยมีประวัติก็อาจเป็นได้ อีกทั้งยังเป็นอันตรายถึงชีวิต ฉะนั้นเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้ก่อนกันดีกว่า

 

หลักการทำความสะอาด “หิ้งพระในบ้าน” อย่างถูกต้องรับวันสงกรานต์

ในช่วงสงกรานต์ที่หลายๆ คนหยุดอยู่กับบ้าน หนึ่งในแผนของการอยู่บ้านคือ การทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ ซึ่งรวมไปถึงการเช็ดทำความสะอาด “หิ้งพระ” และพระพุทธรูป ที่บางบ้านอาจใช้เวลานี้เป็นช่วงเวลาในการจัด ทำความสะอาด วันนี้จึงนำหลักการทำความสะอาดหิ้งพระอย่างถูกต้อง เหมาะสมดังนี้

 

smileyวิธีทำความสะอาดหิ้งพระและพระพุทธรูป

ขั้นตอนที่ 1 สรงน้ำ สมมุติว่าได้พระสมเด็จมา 1 องค์ ขั้นตอนแรกให้ใช้แอลกอฮอล์ชโลมเพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อน แล้วจึงสรงด้วยน้ำอุ่น โดยใช้สำลีชุบน้ำอุ่นลูบไล้ตามซอกต่าง ๆ ให้ทั่ว แล้วนำไปผึ่งลมห้ามนำพระลงแช่น้ำอุ่นทั้งองค์โดยเด็ดขาด) เมื่อแห้งสนิทแล้ว สีพระอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง ไม่ต้องตกใจ เพราะที่เป็นอย่างนี้เพราะเหงื่อไคล หรือขี้มือ การแก้ไขความซีดของพระไม่ยาก ให้ใช้สำลีชุบน้ำหอมสีอ่อนๆ ทาให้ทั่วองค์ เนื้อพระจะกลับมาเหมือนเดิม

ขั้นตอนที่ 2 การกำจัดฝุ่นละออง ให้ใช้คอตตอนบัด ลูบเบา ๆ ปัดในซอกลึก ๆ ฝุ่นละอองจะหมดไป วิธีนี้เหมาะสำหรับพระที่จะเก็บเข้ากล่องนาน ๆ

ขั้นตอนที่ 3 การกำจัดเชื้อรา พระเครื่องที่เก็บไว้นาน ๆ ในฤดูฝนอากาศชื้นมากกว่าปกติ อาจมีเชื้อราจับเป็นฝ้าบาง ๆ ตามซอกต่าง ๆ ถ้ามีให้ใช้ขนมปังปอนด์ เอาเฉพาะส่วนที่นุ่ม ๆ ตรงกลาง ตบเบา ๆ บนเนื้อพระ ราและผงฝุ่นจะหลุดออกมาหมดพร้อมขนมปัง แต่ถ้าต้องการความสะอาดหมดจด ให้เอาพระซุกไว้บริเวณกลางเนื้อขนมปัง แล้วใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ห่อขนมปังไว้อีกที ระวังอย่าให้ผ้าแห้ง ขนมปังจะแข็ง ทิ้งไว้ 1-2 คืน เมื่อเอาพระออกมา ใช้แปรงอ่อน ๆ หรือคอตตอนบัด ปัดเศษขนมปังออกให้หมด จากนั้นผึ่งลมให้แห้งสนิท เนื้อพระจะเกลี้ยงเกลา ดูผิวหนึกนุ่มนวลตาขึ้นเป็นอันมาก วิธีนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพระสมเด็จ ชนิดมีแป้งโรยพิมพ์

ขั้นตอนที่ 4 กำจัดความชื้น มีวิธีดังนี้ 1.ใช้ข้าวสารกลบไว้ในภาชนะขนาดย่อมสัก 2-3 คืน เมื่อเอาออกมาใช้แปรงขนอ่อน ปัดข้าวสารออก เนื้อพระจะแห้งปราศจากน้ำมัน ผิวพระจะนวล นุ่มตากว่าเก่า เหมาะสำหรับทำความสะอาดพระเนื้อนุ่ม 2. สรงด้วยน้ำซาวข้าวที่มีตะกอนข้น ๆ แช่พระไว้ 1-2 ชม. แล้วนำมาล้างออกด้วยน้ำสะอาด ผึงลมให้แห้งสนิท เหมาะสำหรับพระเนื้อแกร่ง

ขั้นตอนที่ 5 ล้างสนิม ในกรณีมีสนิมเหล็กจับที่เนื้อพระให้ใช้เปลือกหมากเจียนเป็นชิ้นเล็ก ๆ จุ่มน้ำยาล้างสนิม ถูค่อย ๆ หลาย ๆ ครั้ง สนิมจะค่อย ๆ หลุดออก ข้อควรระวังคืออย่าถูแรง ๆ จะทำให้ผิวพระเสียได้

ขั้นตอนที่ 6 ล้างสี ในกรณีที่เนื้อพระเปื้อนสี ถ้าเป็นสีน้ำมัน ให้ล้างออกด้วยทินเนอร์ ถ้าเป็นสีชนิดอื่น ให้ใช้น้ำยาคลอรีน หรือน้ำยาซัลเฟอร์ไดออกไซด์ล้างสีออกแล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง ผึ่งให้แห้ง

ขั้นตอนที่ 7 การแช่ด้วยผงชูรส ใช้กับพระเนื้อโลหะ เหรียญ หรือรูปหล่อ แช่ไว้ราวครึ่งชั่วโมง หรือนานกว่านั้นตามปริมาณคราบสกปรก เช็ดออกด้วยสำลี หรือล้างน้ำสะอาด การทำความสะอาดด้วยวิธีนี้ อาจทำให้พระเปลี่ยนสีได้ ถ้าทิ้งไว้นาน ๆ ผิวจะกลับมาดังเดิม แต่ถ้าให้ดีควรรักษาผิวเดิมของพระไว้ดีกว่า ถ้าอยากทำความสะอาดจริง ๆ สามารถล้างด้วยแชมพูอ่อน ๆ ผสมน้ำอุ่นก็พอแล้ว

ขั้นตอนที่ 8 ไม่ควรขัดพระด้วยน้ำยาขัดโลหะ น้ำยาสำหรับขัดโลหะ สามารถขัดพระประเภทเนื้อสำริดหรือทองผสม ทำให้สะอาดหมดจดจริง ๆ แต่โลหะจะสึกมากกว่า การแช่ด้วยด้วยผงชูรส การขัดพระ ล้างพระ ควรทำด้วยความระมัดระวัง การใช้กรดอย่างอ่อน เช่น มะนาว มะขาม ในพระเนื้อผง จะทำให้พระดูซีดขาว ขาดเสน่ห์

 

12 อาหารเพื่อสุขภาพ หาซื้อได้ง่ายที่ 7 Eleven มีอะไรบ้างมาดูกัน

 12  หาซื้อได้ง่ายที่ 7-Eleven มีอะไรบ้างมาดูกัน

cats

1. ไข่ต้ม ไข่ลวก: แคลอรี่น้อยกำลังดี อิ่มท้องแถมได้ประโยชน์จากโปรตีนอีกด้วย

2. โยเกิร์ตไขมัน 0%: ควรเลือกทานรสธรรมชาติเพราะจะไม่มีน้ำตาลมาก เพราะในโยเกร์ตบางตัวแม้ไขมันจะ 0% แต่น้ำตาลก็เพียบเหมือนกัน

3. นมพร่องมันเนย หรือ นมไขมัน 0%: ตอนเช้าทานซัก1ขวดก็ช่วยให้อิ่มท้องได้เหมือนกัน

4. กล้วยหอมหรือข้าวโพด: แน่นอนเป็นผลไม้ย่อมมีประโยชน์ แต่ราคาอาจจะสูงซักนิด เราอาจจะหาซื้อตามแผงตลาดข้างทางก็จะได้ราคาที่ถูกกว่า

5. แอปเปิ้ล: อุดมไปด้วยเส้นใยสูงแถมเป็นผลไม้ที่แคลอรี่ต่ำ อร่อย

6. ข้าวกล้อง: รสชาตินุ่มอร่อย ทานคู่กับไข่ต้มหรืออกไก่ฉีกก็อิ่มท้องได้อีกนานแต่ราคาอาจจะสูงซักนิด เราอาจจะหาซื้อตามแผงตลาดข้างทางก็จะได้ราคาที่ถูกกว่า

7. น้ำมะเขือเทศ: อุดมไปด้วยประโยชน์มากมายอย่างคาดไม่ถึง ทำให้ผิวสาวๆสวยใสแถมยังช่วยเรื่องการขับถ่ายอีกด้วย

8. กล้วยหอม สตอเบอร์รี่ แบบฟรีซดราย: ขนมขบเคี้ยวที่อุดมไปด้วยประโยชน์ ลองใส่ไปในโยเกิร์ตไขมัน 0% เพิ่มเทกซ์เจอร์ให้อร่อยยิ่งขึ้น เป็นขนมทานเล่นที่แคลอรี่น้อย แถมรสชาติยังดีอีกด้วย

9. ทูน่ากระป๋องในน้ำแร่หรือน้ำเกลือ: เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี แถมยังมีไขมันดีจากปลาด้วย

10. นมถั่วเหลืองน้ำตาลน้อย: นมถั่วเหลืองก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับใครที่แพ้นมวัว แต่ควรเลือกที่มีน้ำตาลน้อยๆ

11. เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง: ขนมกรุบรอบทานเล่นที่แคลอรี่น้อย อร่อย แถมไม่อ้วนอีกด้วย

12. น้ำเต้าหู้ TOFUSAN: แคลอรี่น้อยแค่ 79 แคล ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ทานอร่อยสุดๆ แถมยังมีฟองเต้าหู้ให้เคี้ยวเล่นอีกด้วย

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ทีนี้เราก็รู้แล้วว่ามีอาหารอะไรบ้างที่มีประโยชน์และหาซื้อทานได้ง่าย ใครที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ก็จะสามารถหาทานอาหารที่มีประโยชน์ไม่อ้วนได้ง่ายขึ้นเพราะ 7-Eleven มีเกือบทุกที่และเปิด 24 ชั่วโมงอีกด้วย

 

แก้ปัญหาผดผื่นด้วย 5 โฟมล้างหน้าตัวเทพ!! ใครไม่มีคือพลาดมาก!!

แม้อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆที่หลายคนมองข้าม แต่สำหรับผู้หญิง สิว คือปัญหาใหญ่ระดับชาติ แน่นอนว่าไม่มีสาวๆคนไหนอยากให้สิวผดผื่นมารังควานใบหน้าใส่ๆอยู่แล้ว แต่การเลือกโฟมล้างหน้าว่าตัวไหนที่เราควรใช้ มันช่างยากเหลือเกิน วันนี้เราเลยรวมรวม 5 ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าสำหรับผู้มีปัญหาผดผื่นมาแนะนำค่ะ

cats

1. Physiogel Cleanser
สบู่เหลวล้างหน้าสูตรอ่อนโยนสำหรับผิวแพ้ง่าย หรือคนที่ผิวแห้งมาก ๆ ก็สามารถใช้ตัวนี้ได้ค่ะ เพราะหลังจากที่ใช้หน้าจะไม่แห้งตึง แต่จะยังคงชุ่มชื้น ใช้แล้วสิวอักเสบจะลดลง และนอกจากจะใช้ล้างหน้าได้แล้วยังสามารถใช้เป็นคลีนเซอร์สำหรับเช็ดทำความสะอาดหน้าได้อีกด้วย

2. Cetaphil Gentle Skin Cleanser
เจลล้างหน้าสำหรับคนเป็นสิวโดยเฉพาะ ไม่มีส่วนผสมของสบู่และน้ำหอม ดังนั้นจึงเหมาะแม้กระทั่งผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ตัวนี้ใช้แล้วจะทำให้สิวยุบเร็ว โดยไม่ทำให้หน้าแห้งตึง ที่สำคัญใช้ทำความสะอาดผิวหน้าโดยไม่ต้องใช้น้ำล้างออกก็ได้ จึงเหมาะมาก ๆ สำหรับพกพาไปในที่ที่ไม่มีน้ำสะอาดล้างหน้าค่ะ

3. Acne aid gentle cleanser
โฟมล้างหน้าขวดสีฟ้ายอดนิยม ไม่มีสวนผสมของแอลกอฮอล์ ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เป็นมิตรกับผิวหน้าของสาวๆมากเลยค่ะ แถมยังเป็นโฟมล้างหน้าสำหรับสิวผดและสิวสเตียรอยที่คุณหมอหลายท่านแนะนำ

4.Smooth e babyface gel
หนึ่งในตัวเด็ดของ Smooth e เป็นเจลล้างหน้าสูตรอ่อนโยน ไม่มีฟอง ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ มีส่วนผสมของ Optimum Moisturizing Complex ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิว Vitamin E ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ สาเหตุของริ้วรอย และ Rose Oil Extract, Sea Weed Extract ช่วยให้ผิวอ่อนนุ่ม เป็นโฟมล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวแห้ง แพ้ง่าย และคนเป็นสิวผด

5.Oilatum soap bar
สบู่ก้อนล้างหน้าสูตรอ่อนโยนเจ้าของเดียวกับสบู่ล้างหน้าสำหรับคนเป็นสิวยอดนิยม Acne-aid ส่วนผสมหลักของ Oilatum soap bar คือ Mineral oil ช่วยลดผดผื่นได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับคนที่ผิวบอบบางขั้นสุด ถึงขั้นผิวเด็กยังแข็งแรงกว่า สบู่ล้างหน้าตัวนี้ตอบโจทย์มากเลยค่ะ

 

สาเหตุที่ทำให้มีสิวที่หลัง พร้อมวิธีแก้!!

เคล็ดไม่ลับ วิธีรักษา สิวที่หลังให้หายไป

cats

ก่อนที่เราจะรู้วิธีรักษา เรามารู้สาเหตุของการเป็นสิวที่หลังกันก่อนดีกว่า

สิวที่หลังมีสาเหตุมาจาก

การอาบน้ำอุ่น: ควรอาบน้ำในอุณหภูมิที่ปกติ การสวมใส่ผ้าเนื้อหนาที่ระบายอากาศได้ไม่: ทำให้เกิดการอับชื้น นำไปสู่การเกิดเชื้อแบคทีเรีย เหงื่อ คราบสกปรก จนกระทั่งเกิดการอุดตันของรูขุมขน ความไม่สะอาดของเครื่องนอน: เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ดังนั้นควรรักาความสะอาด การทานอาหารประเภททอดๆ มันๆ: ทำให้เกิดสภาวะผิวมันขึ้น สบู่เหลว: ล้างออกยาก ทำให้เกิดสิ่งสกปรกตกค้างอยู่บนผิว แชมพู: เนื่องจากคราบสิ่งสกปรกไหลลงไปที่แผ่นหลัง ดังนั้น ควรสระผมก่อนอาบน้ำ เปลี่ยนชุดนอนทุกวัน: ถ้าไม่เปลี่ยนจะทำให้เกิดการอับชื้นสะสมแบคทีเรียและคราบสกปรกเอาไว้ เมื่อใส่ชุดนอนซ้ำๆ คราบสกปรกก็จะยิ่งสะสมมากขึ้น เลิกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันและไขมันผสม: เพราะล้างออกได้อยาก ทิ้งความมันตกค้างทำให้เกิดสิว หลังอาบน้ำเสร็จให้เช็ดตัวและเป่าผมให้แห้ง เลือกใช้สบู่ที่มีสารยับยั้งแบคทีเรีย: เนื่องจากจะช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่ติดมากับเหงื่อ สิวที่หลังมักเกิดขึ้นมาจากเหงื่อและแห้งไปกับตัว: ควรอาบน้ำหลังจากได้รับเหงื่อทันที ถ้าเป็นไปได้ ใช้ผงซักฟอกที่มีฤทธิ์อ่อน: เพื่อลดโอกาสเกิดการระคายเคืองของผิวหนังและลดการเกิดสิวที่หลัง

 

วิธีรักษาสิวที่หลัง

ไม่ควรขัด ถู ผิวรุนแรง เพราะจะทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง ใช้โทนเนอร์ทำความสะอาดบริเวณที่เป็นสิว ทายาแต้มสิวบริเวณที่มีสิว ยาแต้มสิวที่แนะนำ คือ Benzac AC, Smoot E Acne Hydro Gel รับประทานยารักษาสิว ในกลุ่มกรดวิตามินเอ ที่จะช่วยทำให้สิวแห้งและยุบตัวลงไปภายใน 2-4 สัปดาห์ ทายาแป้งรักษาสิว ตัวยามีลักษณะคล้ายแป้งน้ำสำหรับทาเพื่อรักษาสิวที่หลัง ซึ่งจะทำให้สิวหลุดง่าย ใช้เวลาเวลาสัก 4-6 สัปดาห์

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ใครที่กำลังประสบกับปัญหาสิวที่หลังอยู่ก็สามารถทำตามวิธีข้างบนได้เลยแต่ของทุกอย่างเราต้องใช้เวลาในการรักษา อย่าใจร้อน ควรรักษาความสะอาดจะช่วยให้ลดปริมาณการเกิดของสิว

___________________________________________
เรียบเรียงโดย ThaiJobsGov.com

ซ่อนหุ่น ‘อวบ’ ให้ ‘ผอมเพรียว’ ด้วยเทคนิคพิเศษ…ซ่อนยังไงให้มิด พิชิตต้นขาใหญ่

วันนี้มาเอาใจสาวร่างใหญ่ หรือสาวที่มีสะโพกใหญ่กันบ้าง คุณมีปัญหาเรื่องการแต่งตัวมาโดยตลอดใช่หรือไม่? รู้สึกไม่มั่นใจในการแต่งตัวบ้างหรือเปล่า? ถ้ากำลังรู้สึกแบบนี้ต้องมาลองศึกษาวิธีการแต่งตัวเพื่อบดบังจุดด้อยของร่างกายกัน วิธีที่ว่านี้ไม่ยาก แค่ต้องรู้จัก “ความสมดุลของรูปร่าง” ทั้งข้างบนและข้างล่าง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยดึงเอาความสวยงามที่หลบมุมอยู่ให้โดดเด่นขึ้นมา และกลบจุดด้อยให้ลดน้อยลงไปได้ จะต้องทำอย่างไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลย

แนะนำการเลือกเสื้อผ้าสำหรับสาวสะโพกใหญ่

1.กระโปรงเอวสูง

เรื่องแรกที่ต้องเน้นสำหรับสาวสะโพกใหญ่ ก็คือ การเลือกสวมกระโปรงเอวสูง เพราะกระโปรงแบบนี้จะไม่เน้นในส่วนของสะโพกมากนัก จุดโฟกัสจะย้ายไปอยู่ที่อื่นแทน และที่ต้องหลีกเลี่ยงก็คือ ไม่ควรใส่กระโปรงเอวต่ำโดยเด็ดขาด เพราะกระโปรงแบบนี้จะยิ่งทำให้ดูอ้วนมากขึ้นไปกว่าเดิม

548.1

2.ไม่ควรใส่เสื้อตัวใหญ่จนเกินไป เพราะจะทำให้ดูแก่

สาวๆสะโพกใหญ่ควรโยนเสื้อตัวใหญ่หรือตัวยาวทิ้งไป เพราะมันไม่ได้ช่วยปิดบังขนาดของสะโพกตัวเองได้เลย แต่การสวมใส่เสื้อตัวยาวจะยิ่งทำให้คุณดูแก่มากขึ้นไปกว่าเดิม เพราะฉะนั้นควรเลี่ยงจะดีที่สุด

548.2

3.ขนาดของไหล่กว้าง, ไหล่หนา กับสะโพกออกข้าง

ถ้าคุณโชคร้ายซ้ำสอง คือ มีขนาดไหล่ที่กว้างและหนา แถมยังมีสะโพกมหึมาอีก เราขอแนะนำให้คุณแต่งตัวโดยการยัดเสื้อเข้าไปในกางเกง เพื่ออวดให้เห็นทรวดทรงองค์เอวที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเอาเสื้อออกนอกกางเกง เพราะการแต่งกายเช่นนี้จะเน้นส่วนของสะโพกให้ชัดเจนมากขึ้นไปอีก ไม่น่าดูแน่ๆค่ะ


4.ตกแต่งเครื่องประดับด้านบนของร่างกาย

สิ่งหนึ่งที่จะช่วยคุณได้มาก ก็คือ การหาเครื่องประดับมาตกแต่งบนเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็น สร้อยคอ หรือผ้าพันคอที่มีสีสว่างๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้รูปร่างของคุณดูสมส่วนมากขึ้นได้ ยิ่งถ้าสาวๆคนไหนที่ค่อนข้างมีหน้าอกหน้าใจ แนะนำว่าให้เน้นการใส่เครื่องประดับที่บริเวณคอด่วนเลย เพราะน่าจะช่วยให้คุณหุ่นดีขึ้นได้ทันตาเห็นเลยละค่ะ

548.3

5.สวมกระโปรงทรง A

อีกหนึ่งรูปแบบกระโปรงที่สาวสะโพกใหญ่ควรมี ก็คือ กระโปรงทรง A เพราะรูปทรงของกระโปรงจะช่วยปกปิดสะโพกของคุณให้เล็กลงได้ กระโปรงแนวนี้จะเน้นไปที่เอวของคุณมากขึ้น ส่วนของสะโพกก็จะดูเล็กลงไปได้อย่างถนัดตา

548.4

6.ใส่กางเกงแฟชั่นขากว้าง

ใครที่ไม่ชอบใส่กระโปรง การใส่กางเกงแบบขากว้างๆที่เป็นแนวแฟชั่น ก็สามารถช่วยให้คุณดูมีสะโพกที่เล็กลงได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามต้องเลืองให้แมชกับเสื้อด้วยนะ จะได้ดูดีได้ทั่วทั้งเรือนร่าง

548.5

7.สะพายกระเป๋าข้าง

ถ้าเลือกเสื้อผ้าไม่ทัน การเลือกสะพายกระเป๋าก็ช่วยให้สะโพกของคุณดูเล็กลงได้เช่นกัน กระเป๋าที่แนะนำควรเป็นกระเป๋าสะพายข้างใบเล็กๆ เพื่อให้มันเป็นตัวช่วยในการปกปิดสะโพกของคุณได้

8. สวมเสื้อแบบเส้นทะแยงมุมหรือเอียงๆ

ในส่วนของเสื้อก็ช่วยพลสงสะโพกได้ดีเช่นกัน โดยหากคุณเลือกใส่เสื้อแบบเส้นทะแยงหรือเส้นเอียงๆ จะสามารถช่วยหลอกตาให้สะโพกของคุณดูเล็กลงได้

548.6

8 วิธีที่ว่าไปนี้ สาวๆต้องหยิบมาใช้ให้เข้ากันนะคะ เพราะถึงแม้ว่าทุกวิธีจะช่วยปกปิดสะโพกใหญ่ๆของคุณได้ แต่ถ้า mix and match ไม่เข้าคู่ ก็คงทำให้กลายเป็นสาวไร้รสนิยมไปได้เช่นกัน

เลือกแบบที่ดีและเหมาะสมกับคุณมากที่สุด เท่านี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก manyum.com และ Liekr.com

เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com

http://www.thaijobsgov.com/jobs=36309

ป้องกันรังสี UV สำหรับผิวหน้าและผิวกายง่ายๆ แค่อาหาร 8 ชนิด กินและดีมากๆ!!

 

ป้องกันรังสี UV ง่ายๆ แค่อาหาร 8 ชนิด

cats

1. มะเขือเทศ: อุดมไปด้วยสารไลโครปีนซึ่งช่วยบำรุงผิวและป้องกันรังสี uv แถมยังมีวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิดซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย

2. ชาเขียว: อุดมไปด้วยโพลีฟินอลและแคทิชิน ซึ่งช่วยลดอาการอักเสบของผิวที่โดนแสงแดดทำร้ายและยังช่วยป้องกันรังสี uv ได้ถึง 25% อีกด้วย

3. บรอกโคลี่, คะน้า, ผักโขม, หน่อไม้ฝรั่ง, ถั่วลันตา: มีสรรพคุณช่วยลดรอยแดงและอาการอักเสบของผิวที่โดนแสงแดดทำร้ายและยังช่วยป้องกันรังสี uv อีกด้วย

 

4. แซลมอน: อุดมไปด้วยโอเมก้า 3ที่มีประโยชน์ต่อสมองและมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยลดริ้วรอยต่างๆ รวมถึงยังช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์

5. ดาร์คช็อคโกแลต: รับประทานดาร์คช็อคโกแลตะวันละ 20 กรัมเป็นเวลา 2 สัปดาห์จะช่วยป้องกันรังสี uv ได้มากกว่าเดิม 2 เท่า

6. น้ำดื่มสะอาด: ควรหันมาดื่มน้ำเปล่ากันให้มากๆเพราะช่วยทำให้ลดรอยด่างดำบนผิวและป้องกันรังสี uv ได้อีกด้วย

7. แครอท: อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยป้องกันและซ่อมแซมบำรุงผิวที่โดนแสงแดดทำร้าย

8. สตอเบอร์รี่: มีสารที่ช่วยซ่อมแซมผิวที่โดนแสงแดดทำร้าย

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ง่ายๆแค่นี้ในการปกป้องผิวของเราจากรังสี uv ด้วยการทานอาหาร 8 ชนิดนี้ แล้วเราจะรออะไรกัน รีบออกไปหาซื้ออาหาร 8 ชนิดนี้มาทานกันดีกว่าแถมอาหารทั้ง 8 ชนิดนี้ยังอุดมไปด้วยประโยชน์จากสารอาหารอื่นๆอีกมากมาย

___________________________________________
เรียบเรียงโดย ThaiJobsGov.com

เทคนิค “กินเยอะ” ได้เท่าที่อยาก แบบ “ไม่กลัวอ้วน”  ด้วยกฎ 3 มื้อที่ต้องจำให้ขึ้นใจ

บางคนกินข้าวเท่าแมวดมแต่น้ำหนักกลับเพิ่มเอาๆ ในขณะที่บางคนกินจุแต่กลับไม่อ้วน มันน่าน้อยใจเสียจริงๆ ถ้าคุณอยากหุ่นดีแบบมีความสุขในการกิน เราอยากจะแนะนำเคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้มื้ออาหารของคุณเป็นมื้อที่มีความสุข อิ่มท้อง และไม่อ้วน ถ้าใครอยากรู้…เอียงหูมาเลย เราจะอธิบายให้คุณฟังค่ะ

ที่แต่ละคนอ้วนผอมไม่เท่ากันมีอยู่หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ระบบการเผาผลาญที่ไม่เท่ากัน เพศ หรือวัยต่างกัน หากคุณทราบว่าคุณเป็นคนที่มีระบบการเผาผลาญไม่ดี กินแล้วอ้วนง่าย ให้ใช้วิธีการควบคุมอาหารด้วยกฎเหล็ก 3 ข้อ ดังนี้ ค่ะ

982.2

มื้อเช้า :

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำ 2-3 แก้วหลังตื่นนอน เพื่อปลุกและกระตุ้นการทำงานของลำไส้ หลังจากนั้นก็สามารถทานอาหารได้ครบทุกหมู่แบบจัดเต็ม แต่ต้องควบคุมปริมาณ “แป้ง” หรือ คาร์โบไฮเดรตให้ได้ประมาณ 45-65% ของปริมาณอาหารที่รับประทานเข้าไป ทั้งนี้ ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตในรูปเส้นใยด้วย อย่างน้อยวันละ 25 กรัมต่อวัน โดยอาจเลือกเป็นข้าวกล้องหรือเป็นขนมปังโฮลวีตก็ได้

นอกจากนี้ ต้องอย่าลืมโปรตีนจากไข่ เนื้อสัตว์ นม โยเกิร์ต ชีส และธัญพืช ผลไม้สด ผักสด ด้วย โดยจัดทุกอย่างให้เต็มที่ในมื้อเช้า จะมีประโยชน์และไม่อ้วนเท่ากับการทานมื้ออื่นๆ

มื้อเที่ยง :

มื้อนี้ให้ลดแป้งให้น้อยลงอย่าให้เกินครึ่งจากจำนวนอาหารต่อวัน เลี่ยงของทอดน้ำมันเยิ้ม แต่กินอาหารพวกโปรตีนให้อิ่ม

ลองเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนทานกับข้าวให้มากกว่าข้าว เช่น เลือกเมนูอาหารประเภทผัดผักกับเนื้อสัตว์ แกงจืด ส้มตำหรือยำ เน้นกับข้าวที่มีไขมันต่ำแต่ทานให้อิ่มท้อง ตามด้วยการดื่มน้ำขิงปิดท้ายมื้อ จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญได้ดีมากยิ่งขึ้น

มื้อเย็น :

ใครอยากผอมต้องลดแป้งในมื้อเย็นโดยเด็ดขาด แต่ให้ไปเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมันได้ตามสบาย เช่น ยำเนื้อย่าง เมี่ยงปลาเผา เป็นต้น จะเพิ่มไฟเบอร์ด้วยก็ไม่ว่ากัน จากนั้นให้ปิดท้ายด้วยน้ำขิงก่อนเข้านอน

ส่วนใครที่ชอบสังสรรค์มื้อเย็นกับเพื่อนๆ คงต้องลดๆลงไปบ้าง แนะนำว่าสามารถทานได้ แต่อย่านัดบ่อย เกินเดือนละ 1-2 ครั้ง โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ให้พลังงานสูงไม่เบา ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเถอะค่ะถ้าไม่อยากต้องมาลดความอ้วนทีหลัง

นอกจากการควบคุมอาหารแล้ว ก็อย่าลืมที่จะบริหารร่างกายเพื่อเร่งขับเอาไขมันออกไปบ้าง และเป็นการสร้างกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มการเผาผลาญที่ดีมากยิ่งขึ้นด้วย ยิ่งออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยกันมากเท่าไร ก็จะยิ่งช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้เรื่อย ๆมากเท่านั้น

982.1

จำกฎเหล็ก 3 มื้อนี้เอาไว้ให้ดีนะคะ และอย่าลืมนำไปใช้กันด้วย อย่างไรก็ตาม อย่าตึงหรือหย่อนเกินไป พยายามควบคุมตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์ หรือจัดของโปรดให้ตัวเองบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อสร้างกำลังใจให้กับชีวิต รับรองได้ว่าคุณจะมีความสุขกับหุ่นที่ผอมเพรียว และมีความสุขกับการทานของที่ชอบได้อย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก cosmenet.in.th

เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ “แป้งเย็น”…เทคนิคเพิ่มความเย็นและข้อห้าม…รู้ไว้มีประโยชน์มาก

อากาศร้อนๆ ชื้นๆ แบบนี้ หลายคนเลือกที่จะเปิดแอร์ให้เย็นสบาย แต่สำหรับบางคนแล้วไม่เห็นจำเป็นต้องเปิดแอร์ให้เปลืองไฟเลย แค่แป้งเย็นกระป๋องเดียวก็เอาอยู่แล้ว

แป้งเย็นเป็นภูมิปัญญาไทยๆที่ดังไกลไปถึงต่างแดน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากทั้งจีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง ที่เข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทย และไม่ลืมที่จะซื้อแป้งเย็นติดมือกลับไปเป็นของฝากด้วย ก็ประเทศบ้านเขามันไม่มีหนิหน่า เจอของดีแบบนี้ก็ต้องหยิบกลับบ้านไปเสียหน่อย

แต่แป้งเย็นไม่ได้มีดีแค่การช่วยคลายร้อยเท่านั้น ยังมีประโยชน์อีกมากมายสารพัดที่มันสามารถทำได้ ในขณะที่ การใช้งานก็ยังจำเป็นต้องใช้ให้ถูกต้อง เพราะหากใช้ผิดวิธี ร่างกายของคุณก็อาจจะได้รับผลกระทบเช่นกัน มาดูข้อดีและวิธีใช้ที่ถูกต้องของแป้งเย็นกันดีกว่า ว่ามีอะไรบ้าง

1. ทาแป้งเย็นอย่างไรให้เย็นที่สุด

แป้งเย็นมีประโยชน์ในการให้ความเย็น เนื่องจากมีสารเคมีที่ชื่อว่า “เมนทอล” สารเมนทอลจะไปจับกับเซลล์ประสาทที่ชื่อว่า “TRPV1 receeptor” ทำให้ปลายประสาทมีการขยายตัว มีการดึงแคลเซียมเข้ามา แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับประจุไฟฟ้าในระดับเซลล์ หลังจากนั้นแล้วก็จะมีการส่งกระแสพลังงานไปยังประสาทในส่วนของการรับรู้ความรู้สึกเย็น จนทำให้เรารับรู้ได้นั่นเอง

976.2

เคล็ดลับการทาแป้งที่ส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น ก็คือ หากต้องการเพิ่มความเย็นให้มากขึ้น ต้องทาแป้งเย็นหลังอาบน้ำเสร็จหมาดๆ และไม่ต้องเช็ดผิวกายแห้งสนิท เมื่อแป้งเย็นสัมผัสกับความชื้นที่ผิวของเรา ความหวานเย็นแบบซ่าบซ่านอาจทำให้คุณตัวสั่นกันเลยทีเดียว

ในทางตรงข้าม หากไม่ต้องการให้เย็นเกินไป ก็ให้ทาตอนที่ผิวแห้งสนิทแล้ว ความเย็นก็จะลดน้อยลง

2. จุดยุทธศาสตร์ที่ต้องทา

ข้อมูลจากแป้งเย็นตรางูบอกไว้ว่า การทาแป้งที่ 5 จุดสำคัญตามร่างกายจะช่วยเพิ่มความเย็นที่สะใจมากขึ้น จุดทั้ง 5 ได้แก่ ใต้รักแร้ ข้อพับแขน ข้อพับขา ลำคอ และ กลางลำตัว เนื่องจากแต่ละจุดจะเป็นบริเวณที่เป็นจุดอับของร่างกาย การทาแป้งบริเวณเหล่านี้จึงช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดี

976.1

3. ช่วยลดผดผื่น

แป้งเย็นสามารถลดผดผื่นได้ โดยเฉพาะแป้งเย็นตรางูที่มีผู้คนมากมายรีวิวถึงความสามารถในการลดผดผื่นตามร่างกาย และช่วยทำให้สิวอักเสบแห้งเร็วขึ้น

ส่วนวิธีการใช้ก็ไม่ยาก เพียงแค่นำแป้งเย็นมาผสมน้ำเล็กน้อย แล้วนำมาแต้มบริเวณหัวสิวหรือผื่นก่อนนอน ตื่นมาสิวก็จะแห้งและยุบลง ส่วนผื่นก็จะค่อยๆน้อยลงด้วย

4. ช่วยดูดซับความมันบนใบหน้า

คุณป๊อบ อารียา อดีตนางสาวไทย ได้เคยลองใช้แป้งตรางูเพื่อลดความมันบนใบหน้า ซึ่งเธอการันตีถึงสรรพคุณข้อนี้ของแป้งตรางู เพราะเธอนั้นใช้มันโบ๊ะหน้าก่อนนอนทุกคืน

5. ช่วยดับโมโหได้

ความเย็นจี๊ดของแป้ง ทำให้ร่างกายและจิตใจเย็นลงได้ จะจริงหรือไม่อาจจะต้องขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย

6. ช่วยไล่มด

976.3

มากกว่าการไล่ความร้อน คือความสามารถในการไล่มด ทั้งนี้เนื่องจากแป้งเย็นจะมีส่วนผสมของการบูรและเมนทอลเป็นสำคัญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มดเกรงกลัว เพียงแค่โรยแป้งไว้บริเวณที่มดเดินผ่านประจำ มดก็จะหนีเราไปเอง ไม่ต้องทำบาปเลยสักนิด

ข้อระวังเมื่อใช้แป้งเย็น…..กับร่างกาย

1. ก่อนจะใช้กับร่างกายจะต้องมั่นใจก่อนว่าผิวหนังของคุณไม่มีอาการระกายเคืองใดๆ เพราะหากใช้แป้งเย็นบนผิวหนังที่มีอาการระคายเคืองจะทำให้ผิวหนังของคุณอักเสบได้ เพื่อความปลอดภัย…ก่อนการใช้ควรตรวจสอบอาการแพ้กับหลังมือก่อนสักเล็กน้อย

2. อย่าใช้แป้งเย็นกับผิวที่บอบบาง เพราะแป้งเย็นอาจทำปฏิกิริยาจนทำให้ผิวหนังบริเวณนั้น ทำให้รู้สึกแสบ มีผื่นแดง และไหม้ได้ หากเกิดอาการระคายเคืองหรือแพ้ขึ้นมา ควรรีบปรึกษาแพทย์ มิเช่นนั้น อาการอาจลุกลามจนเกิดการติดเชื้อได้

3. อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ให้ถี่ถ้วน และเลือกซื้อแป้งเย็นที่มีคุณภาพ

จะเห็นได้ว่าแป้งเย็นมีประโยชน์มากๆต่อเรา ในขณะเดียวกัน ก็อาจเกิดโทษได้หากใช้ไม่ถูกวิธี ดังนั้น อ่านบทความนี้และฉุกคิดสักนิด ชีวิตของคุณจะได้ปลอดภัยและใช้แป้งเย็นได้อย่างเต็มที่กันทุกคนเลย

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก brandbuffet.in.th และ todayhealth.org

วิธีตรวจด้วยตัวเอง..ว่าแพ้ครีมไหม!!

รู้ได้ยังไงว่าแพ้ครีม!!? หนุ่มๆสาวๆหลายคนก็อยากสวยอยากหล่อกันใช่ไหมล่ะคะ เลยต้องไปซื้อครีมมาทาหน้ากันเพื่อบำรุง ถ้าเจอครีมที่เข้ากับหน้าเราก็ดีไป แต่ถ้ามันไม่ได้บำรุงแต่กลับไปทำร้ายหน้าเราให้ลอก ให้เป็นขุย จะทำยังไง นั่นสิ เราจะรู้ได้ยังไงว่าครีมที่เราใช้ดีต่อหน้าเรา วันนี้เรามีวิธีการทดสอบว่าแพ้ครีมหรือไม่มาฝาก!! อยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะ ไปอ่านกันเลย

cats

 

วิธีการทดสอบ
1.ทาเครื่องสำอางบริเวณข้อพับ
การทาเครื่องสำอางบริเวณข้อพับก็เพื่อทดสอบว่าเราแพ้ครีมนั้นรึเปล่านั่นเอง
วิธีการทา
ทาครีมนั้นบริเวณข้อพับเป็นวงกลม โดยทาทุกเช้า เย็น
แนะนำให้ทาติดต่อกันเป็นเวลา 10 วันนะคะ ถ้าไม่มีอาการแพ้ใดๆก็แสดงว่าคุณสามารถใช้ครีมนั้นได้นั่นเองล่ะค่ะ
2.ทาเครื่องสำอางที่หลังหู
วิธีนี้คล้ายกับวิธีแรกนะคะ แต่ทาครีมแค่เล็กน้อย
วิธีการทา
นำครีมมาทาที่หลังใบหูปริมาณเล็กน้อย
แนะนำให้ทาติดต่อกัน 3 วัน หกไม่มีอาการแพ้ก็แสดงว่าครีมนี้แหมะสำหรับใบหน้าคุณในระดับหนึ่งนั่นเองล่ะค่ะ
3.ทำการทดสอบอาการแพ้โดยตรงกับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
วิธีนี้รับรองทำแล้วชัวร์ที่สุด โดยให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ทดสอบ
วิธีกาทา
นำครีมผสมในแผ่นพลาสเตอร์แล้วแปะไว้บริเวณหลังของเรา จะใช้เวลาประมาณ 3 วัน จากนั้นแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจสอบหาสารที่ทำให้แพ้นั่นเอง
เป็นยังไงกันบ้างคะวิธีการทดสอบอาการแพ้เมื่อใช้ครีมทั้ง 3 วิธี ทำไม่ยากเลยใช่ไหมคะ วิธีสุดท้ายถึงช้าแต่ชัวร์นะคะ เราควรเลือกใช้ครีมที่เหมาะกับผิวหน้าของเรา เพราะหน้าเราเป็นสิ่งที่ต้องเจอกับผู้คนตลอด เพราะฉะนั้นควรรักษาให้ดีเลยล่ะค่ะ

___________________________________________

 

ประโยชน์เน้นๆของ “ข้าวเหนียวดำ” พร้อมแนะวิธีนึ่งข้าวเหนียวดำอย่างไรให้นุ่มอร่อย

ประเทศไทย เป็นประเทศหนึ่งที่ปลูกข้าวได้อันดับต้นๆของโลก ซึ่งหากพิจารณาแล้วพันธุ์ข้าวที่เพาะปลูกในประเทศไทยก็มีหลากหลายพันธุ์ ซึ่งแต่ละพันธุ์ก็มีเอกลักษณ์และประโยชน์ที่แตกต่างกันไป

หากคุณตั้งใจจะรับประทานข้าวเหนียวแล้ว เราอยากแนะนำให้คุณทานข้าวเหนียวที่เป็นสีมากกว่าข้าวเหนียวสีขาว เพราะนอกจากข้าวอร่อยที่จะได้รับแล้ว การรับประทานข้าวเหนียวสียังไม่รับสารอาหารที่สำคัญมากๆอีกด้วย

972.1

ข้าวเหนียวดำก็ถือเป็นอีกหนึ่งพันธุ์ข้าวที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นข้าวที่มีเยื่อหุ้มสีดำๆโอบล้อมอยู่ภายนอก และส่วนนี้นี่เองที่เป็นจุดสำคัญที่ให้ประโยชน์อย่างสูงต่อร่างกาย เนื่องจากเยื่อสีดำที่หุ้มเมล็ดข้าวเหล่านี้มีสารสำคัญอย่าง แกมมา-โอไรซานอล (gamma oryzanol) ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (antioxidant) ประโยชน์ของมันมีดังนี้

ประโยชน์ของข้าวเหนียวดำ

1. การบริโภคข้าวเหนียวดำเป็นประจำ มีส่วนในการช่วยลดไขมัน ลดคอเลสเตอรอล และช่วยเพิ่มระดับของไขมันชนิดดี (HDL) ในเลือด ทั้งนี้ ไม่นับรวมกับกะทิที่ราดบนข้าวเหนียวดำนะคะ เพราะอาจทำให้คุณอ้วนขึ้นกว่าเดิมได้

2. การบริโภคข้าวเหนียวดำเป็นประจำ มีผลต่อการทำงานของต่อมใต้สมอง ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารและการรวมตัวของเกล็ดเลือด

3. การบริโภคข้าวเหนียวดำเป็นประจำในปริมาณที่พอเหมาะ มีผลต่อการลดนํ้าตาลในเลือดและเพิ่มระดับของฮอร์โมนอินซูลิน ของคนเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อีกทั้งยังช่วยกระตุ้น Growth Hormone ในร่างกายได้ดีกว่าข้าวเหนียวขาวทั่วไปด้วย

4. การบริโภคข้าวเหนียวดำเป็นประจำ จะช่วยให้ได้รับสารสีที่สำคัญอย่าง “แอนโทไซยานิน (anthocyanin)” ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ช่วยระบบการหมุนเวียนโลหิต และชะลอการเสื่อมของเซลล์ร่างกาย

972

นอกจากนี้ ยังพบสารอาหารอื่นๆอีกมากมายในเมล็ดข้าวเหนียวดำ ได้แก่ กรดอะมิโนไลซีน (lysine) ธาตุเหล็ก สังกะสี และวิตามิน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะส่งเสริมให้ร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ช่วยในการเจริญเติบโต ซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอ ชะลอการแก่ของเซลล์ และช่วยสนับสนุนระบบการทำงานของประสาท หัวใจ และกล้ามเนื้อได้ดียิ่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้ เราจึงอยากให้คุณหันมารับประทานข้าวเหนียวดำให้มากกว่าการทานข้าวเหนียวขาว เพราะนอกจากจะมีประโยชน์มากกว่าแล้ว ข้าวเหนียวดำยังมีรสชาติและกลิ่นหอมที่มากกว่าด้วย ซึ่งสีของข้าวเหนียวดำก็มีคุณค่า ปลอดภัย และมีประโยชน์ เพราะเต็มไปด้วยสารสีม่วงที่ชื่อว่าแอนโทไซยานิน ที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ ไม่แพ้กับพวกข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้เลย

รู้ถึงประโยชน์กันไปแล้ว มาลองศึกษาวิธีการนึ่งข้าวเหนียวดำให้อร่อยกันบ้างดีกว่า

เคล็ดลับสำคัญของการนึ่งข้าวเหนียวดำให้อร่อยจะแตกต่างจากการนึ่งข้าวเหนียวขาวทั่วไป ซึ่งก็คือ “การต้มน้ำให้เดือดแล้วเทน้ำต้มเดือดใหม่ๆลงแช่ข้าวสารเหนียวดำให้ท่วม น้ำร้อนจะช่วยให้เยื่อที่หุ้มเมล็ดข้าวเหนียวดำนิ่มลง แช่ทิ้งไว้เช่นนี้ 1 คืน ก่อนนำไปนึ่ง”

972.2

เมื่อแช่มา 1 คืน แล้ว ให้นำข้าวเหนียวไปล้างน้ำให้สะอาด นำไปนึ่งให้สุกด้วยวิธีตามปกติ ใช้เวลาเพียงไม่นานก็จะได้ข้าวเหนียวดำที่นุ่มเหนียว อร่อย และน่ารับประทานตามที่ต้องการ

ในขั้นตอนการนึ่ง อาจผสมข้าวเหนียวขาวลงไปนึ่งในหม้อเดียวกันในอัตราข้าวเหนียวขาว 2 ส่วนต่อข้าวเหนียวดำ 1 ส่วน ก็ได้ จะช่วยให้ได้ข้าวเหนียวนุ่มอร่อยไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรแช่นำข้าวเหนียวขาวรวมกับข้าวเหนียวดำเพราะจะทำให้ข้าวเหนียวขาวแฉะ และไม่น่ารับประทาน

แล้วจะรอช้าทำไมละค่ะ หันมาทานข้าวเหนียวดำกันเถอะ…

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก สุขภาพน่ารู้.com และ http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=6741&s=tblrice

แค่ 2 ท่านี้!! อำลาเซลลูไลท์ ได้เลย!! (ทำที่บ้านก็ได้นะ)

บอกลา เซลลูไลท์

 ด้วย2ท่านี้ !!!

เซลลูไลท์ คือ เซลล์ไขมันที่เคลื่อนตัวสูงขึ้นมาสะสมอยู่ภายใต้ชั้นผิวหนัง มีลักษณะขรุขระเป็นตะปุ่มตะป้ำคล้ายกับผิวเปลือกส้มหรือผิวมะกรูด มักพบได้บ่อยบริเวณต้นขา สะโพก ต้นแขน และหน้าท้อง ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนอ้วนเพียงอย่างเดียว แต่ในผู้หญิงผอม ๆ บางคนก็ยังมีเซลลูไลท์ด้วยเช่นกันค่ะ

 

วันนี้เซลลูไลท์ของคุณจะหมดไป หากทำตามท่าที่เรามาแนะนำในวันนี้ ^^

002

ท่าแรก ยืนตัวตรง ย่อเข่าลงแบบท่านั่งเก้าอี้ และยกมือทำท่าพนมมือไว้กลางอก แล้วยืดตัวขึ้นเล็กน้อย ขยับสะโพกขึ้น – ลงไปเรื่อยๆ ประมาณ3นาที

ขณะที่ขยับสะโพกขึ้น – ลงอยู่นั้น ให้แยกเท้าออกในจังหวะที่ขยับสะโพกขึ้น แล้วยกเท้าเข้ามาชิดตามเดิมเป็นจังหวะ

ท่าที่สอง ขณะที่ขยับสะโพกขึ้น ให้เตะเท้าซ้ายไปด้านข้างให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วยกเท้าเข้ามาชิดตามเดิม ทำสลับกันไปมากับเท้าด้านขวาประมาณ2นาที

ก็จบไปแล้วนะคะ กับท่าง่ายๆที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ถ้าคุณทำเป็นประจำ รับลองเซลลูไลท์หมดไปแน่นอนค่ะ ????

___________________________________________
เรียบเรียงโดย ThaiJobsGov.com

 

10 สาเหตุ..ทำให้เกิดสิว ที่คนไม่เคยเป็นสิว..ทำไมอยู่ดีๆสิวขึ้น!!

1. เครียด ความเครียด การพักผ่อนน้อย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันค่ะ

2.มือจับหน้าบ่อย สิวขึ้นก็ยิ่งกังวล ยิ่งกังวลก็ยิ่งจับเช็คสิว ยิ่งจับสิวยิ่งเพิ่ม เพราะมือเรานั้นมีทั้งเชื้อโรคและสารก่อสิว โดยเฉพาะสิวรอบปาก ไม่แค่จับหน้าเช็คสิวเท่านั้นนะคะที่ทำให้เกิดสิวได้ เท้าคาง แนบโทรศัพย์ก็ทำให้เกิดสิวได้เช่นกันค่ะ

3.กินอาหารแสลง อาหารแป้งน้ำตาลของมันแคลลอรี่สูงกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันได้ บางคนที่แพ้นม แพ้ยีส ไปทานนมทานยีสเข้าก็กระตุ้นสิวได้ ลองสังเกตุตนเองดูค่ะ

cats

4. กิจกรรมกลางแจ้ง อากาศร้อน ความชื้น แสงแดด หลังทำกิจกรรมกลางแจ้งมักกระตุ้นสิวในคนแนวโน้มเป็นสิวง่าย ไปเที่ยวทะเลทีไรจึงมักได้สิวกลับมาด้วย ผู้เป็นสิวง่ายควรเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง การตากแดด อากาศร้อนชื้น เพราะทำให้รู้ขุมขนบวม อุดตันเป็นสิวได้ค่ะ

5.ล้างหน้าบ่อยไปไหม สิวไม่ได้เกิดจากความสกปรก ไม่ต้องล้างหน้าบ่อยค่ะ ล้างเช้าเย็น หลังเล่นกีฬาก็พอ การล้างหน้ามากกว่าสี่ครั้งต่อวัน บ่อยๆ ทำให้ผิวระคายเคืองต่อสบู่ล้างหน้า เกิดเป็นสิวได้ค่ะ

6 ใช้สารก่อสิว สารอุดตันรูขุมขน พบได้ในน้ำมันใส่ผม ครีมนวด แชมพู เครื่องสำอางค์แต่งหน้า เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ใหม่ ใช้ไปใช้มาสิวขึ้น เพราะมีสามก่อสิวอยู่ ต้องตัดใจเลิกใช้นะคะ ไม่งั้นสิวไม่หาย

7 แพ้ แพ้ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้ ระคายเคืองก็ทำให้เกิดสิวได้ค่ะ

8.ฮอร์โมน ใครที่มีสิว ตัวอ้วน ขนดก ประจำเดือนมาไม่ปกติ เป็นอาการของซีสที่รังไข่ผลิตฮอร์โมนเพศผิดปกติ ควรไปตรวจเช็คกับคุณหมอสูตินรีเวชค่ะ

9.นวดหน้า ขัดหน้า หมั่งหมิง เหล่านี้กระตุ้นให้เกิดสิวได้ค่ะ

10.ยา วิตามิน B12, ยาไทรอยด์ , ยาสเตียรอยด์ กระตุ้นให้เกิดสิวได้ค่ะ

บทความจาก…… หมอฟ้าตอบปัญหาผิว / skinanswer.org

___________________________________________
เรียบเรียงโดย ThaiJobsGov.com

 

“กีวี” กินดีไม่มีอ้วน ผิวพรรณดี แถมยังชะลอความแก่ได้!

กีวี (Kiwifruit) ผลไม้ SuperFood รสเปรี้ยวอมหวาน ไปซื้อของเข้าครัวทีไรเป็นต้องฉกกลับบ้านทุกที เพราะสารอาหารดี ๆ ในกีวีช่างยั่วใจจริง ๆ 

นอกจากมีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึงสองเท่าแล้ว ยังเป็นแหล่งวิตามินอีไขมันต่ำตามธรรมชาติ ดีต่อการทำงานของหัวใจ เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

หากได้กินทุกเช้าสามารถบรรเทาอาการท้องผูกเพราะมีไฟเบอร์สูง ถือเป็นเคล็ดลับของนางแบบเชียวนะ ถ้าอยากสวยอยากเพรียว หยิบกีวีมากินได้เลย

cats
ขอบคุณภาพประกอบจาก : topicstock.pantip.com , www.wongnai.com , www.bloggang.com

 

> กินดีไม่มีอ้วน กีวีเขียวหนึ่งผลมีปริมาณไฟเบอร์มากกว่ากล้วย 15% และมากกว่าแอปเปิ้ลกับส้มถึง 25% ไฟเบอร์ชั้นดีจะชำระล้างและปรับปรุงระบบย่อยอาหาร ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

นอกจากนี้ยังพบว่ามีส่วนช่วยต่อสู้โรคเบาหวาน ควบคุมระดับไขมันในเลือด และลดคอเลสเตอรอล แม้แคลอรี่ต่ำ แต่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ จึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการคุมน้ำหนัก

แก้โรคหัวใจ เนื้อกีวีมีโพแทสเซียม แร่ธาตุสำคัญคอยลดความดันโลหิต ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อหัวใจวาย ทั้งยังมีสารเพกตินช่วยคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดให้อยู่ในภาวะสมดุล

ชะลอความแก่ วิตามินอีไขมันต่ำพร้อมสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านความเสื่อมของอวัยวะในร่างกาย ชะลอวัยและการเกิดริ้วรอย วิตามินซีสูงในกีวี เป็นตัวเสริมสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวแข็งแรงเปล่งปลั่ง รอยหมองคล้ำมาเยือนช้าลง แถมกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันโรค ต่อต้านภูมิแพ้ต่าง ๆ ลดอาการอักเสบจากการติดเชื้อ และซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ

ปกป้องดวงตา กีวีเป็นแหล่งรวมลูทีนและซีแซนทีน สารอาหารจากธรรมชาติช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุที่เพิ่มขึ้น

 

สูตรพุงยุบ…จับคู่ กล้วยหอม+มะนาว…อร่อย ดื่มง่าย ไม่อ้วน

 

ใครก็รู้ว่ากล้วยหอมมีประโยชน์ ช่วยให้พลังงาน และไม่อ้วน แต่ถ้าจับคู่กับมะนาว ประโยชน์ที่มีจะยิ่งทวีคูณ ถ้าอยากรู้ว่าประโยชน์ดีมากแค่ไหน มาลองตามอ่านกันเลยดีกว่า

ประโยชน์ของกล้วยหอมที่คุณรู้จัก คืออะไร? กล้วยหอมช่วยให้อิ่มท้อง สามารถบรรเทาอาการของโรคซึมเศร้า, อาการก่อนมีประจำเดือน (PMS), ความดันโลหิตสูง, ท้องผูก, แมลงกัดต่อย และเหมาะมากๆสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจาง นอกจากนี้ ยังช่วยเรื่องการขับถ่าย และแก้เมาแฮงค์ได้ดีอีกด้วย

960.2

ส่วนมะนาวก็เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่มีคุณค่ามหาศาล น้ำมะนาวอุดมไปด้วยวิตามินซีและแร่ธาตุหลายชนิด ซึ่งล้วนเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายมนุษย์ การรับประทานน้ำมะนาวจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคจากภายนอก ป้องกันโรคหวัด กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด บรรเทาอาการเจ็บคอ บรรเทาอาการเจ็บปวด ฆ่าเชื้อโรค ลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิดได้ด้วย

960.3

และเมื่อของดี 2 อย่าง มารวมกัน คุณก็จะได้ทั้งประโยชน์จากกล้วยหอมและมะนาวแบบสองเด้ง ที่สำคัญยังช่วย “ลดน้ำหนัก” ได้ดีสุดๆด้วย จะต้องเตรียมวัตถุดิบอย่างไร มาดูกันเลย

วัตถุดิบ

1. กล้วยหอมสุกฝาน 1 แผ่น

2. มะนาวฝาน 1 แผ่น

3. ดอกเก๊กฮวยแห้ง 9 ดอก

วิธีทำ

1. นำแก้วไปอุ่นให้ร้อน

2. ใส่มะนาวฝานและดอกเก๊กฮวยแห้งลงไปในแก้ว เติมน้ำร้อนลงไป และปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที

3. เมื่อครบเวลา กรองกากของมะนาวและดอกเก๊กฮวยออก

4. นำกล้วยหอมฝานใส่ลงไปในแก้ว

5. พร้อมดื่มได้เลยทันที

960.4

เหตุผลที่เครื่องดื่มชนิดนี้สามารถลดความอ้วนได้ก็เพราะ ความเปรี้ยวของมะนาวและรสฝาดของกล้วย จะ ช่วยควบคุมความหิวและลดความอยากอาหารให้น้อยลง เมื่อไม่อยากกิน การสวาปามอาหารก็เกิดขึ้นได้น้อยลงนั่นเอง นอกจากนี้ ยังช่วยเรื่องระบบขับถ่ายให้เป็นไปอย่างคล่องตัวอีกด้วย ส่วนดอกเก๊กฮวยก็ใส่ลงไปเพื่อเพิ่มสี กลิ่น และรสชาติเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้การดื่มอร่อยและรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น

สำหรับใครที่กังวลว่าการทานกล้วยหอมพร้อมกับมะนาวจะมีผลเสียหรือไม่ ก็ต้องบอกเลยว่า กล้วยหอมและมะนาวสามารถทานพร้อมกันได้ นอกจากจะไม่พบว่าเป็นพิษต่อร่างกายแล้ว ยังมีแต่ประโยชน์เน้นๆอีกด้วย

เห็นประโยชน์ของกล้วยหอมและมะนาวหรือยังค่ะ ใครที่มักมีปัญหาเรื่องอาการท้องผูก หรืออยากลดความอ้วน ก็ลองเอาสูตรนี้ไปชงกินกันได้ น่าจะพอช่วยให้คุณหุ่นดีและมีสุขภาพการขับถ่ายที่ดีขึ้นได้แน่นอน

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก liekr

ผอมด้วยการกิน!! กับเมนู “ไข่ตุ๋น” ลดง่าย..ลดไว..ลดได้แบบสุขภาพดี!!

เมื่อมีวันสำคัญมากๆ สิ่งหนึ่งเลยที่มักจะมาพร้อมกับการเตรียมตัวของสาวๆนั่นก็คือ ‘ความอ้วน’ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครอยากจะดูอ้วนอวบในวันที่ต้องออกงานสำคัญกันเลยสักคน วันนี้ก็เลยเอาเมนูที่จะช่วยลดความอ้วนอย่างรวดเร็วมาฝากสาวๆค่ะ

cats
ขอบคุณภาพประกอบจาก : topicstock.pantip.com , www.thaihowto.in , www.bloggang.com

 

สูตรลับที่จะมาบอกให้ลดน้ำหนักก่อนใครนั้นมาจาก ‘ไข่’

ไข่ต้ม 1 ฟอง ให้พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี่ แต่สำหรับบางท่าน อาจจะไม่อิ่มสำหรับมื้อ 1 อาหารเลย แนะนำไข่ตุ๋น เพราะไข่ตุ๋นต้องผสมน้ำเข้าไปด้วยจะทำให้ได้ปริมาณมากกว่า แต่ให้พลังงานพอๆกัน ทุกครั้งที่ชิ้งต้องการลดน้ำหนัก 2 กิโล อย่างกระทันหัน อาหารที่ต้องอิ่มและสบายท้องแถมไม่โทรมนั้นก็คือไข่ตุ๋น มีขั้นตอนง่ายๆดังนี้

วัตถุดิบที่ต้องเตรียม

1. ไข่ไก่ 2 ฟอง
2. น้ำซุป หรือน้ำเปล่าประมาณ 165 มล.
3. ซอสปรุงรส
4. ผงปรุงรส
5. พริกไทยป่น
6. แครอท หั่นลูกเต๋า อาจจะเป็นผักชนิดอื่นที่หั่นเป็นชิ้นเล็กได้
7. หมูสับ หรืออาจจะเป็น ปูอัด เนื้อปู ไก่ ฯลฯ แล้วแต่ความต้องการ
8. ต้นหอมผักชีสำหรับโรยหน้า